- FacebookFacebook
- XTwitter

“เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้เวที “Meet the Press” ครั้งสุดท้ายก่อนครบวาระ 5 ปี ย้อนรอยเส้นทางการทำงานในช่วงที่ประเทศเผชิญวิกฤติหนักต่อเนื่อง ตั้งแต่โควิด-19 สงครามยูเครน มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ถูกแก้ไข พร้อมชี้โจทย์ใหญ่ ศักยภาพเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำ
วันที่ 16 กันยายน 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดงาน Meet the Press ครั้งที่ 2/68 โดย ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นการพบปะสื่อมวลชนก่อนที่จะหมดวาระ 5 ปีในการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย ในวันที่ 30 กันยายนนี้
บ่ายวันอังคาร หน้าห้องภัทรรวมใจ อาคาร 2 ชั้น 2 ธปท. สำนักงานใหญ่ เต็มไปด้วยนักข่าวจากหลากหลายสำนัก บางคนเปิดโน้ตบุ๊ก บางคนเตรียมมือถือ ขณะที่สื่อโทรทัศน์ตั้งกล้องรอ “Meet the Press” ครั้งสุดท้ายของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในบรรยากาศคละเคล้าระหว่างความจริงจังกับความผูกพัน
ก่อนเวลา 13.30 น.เล็กน้อย ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย เดินเข้าสู่บริเวณงานพร้อมกับทักทายสื่อมวลชนที่นั่งรออยู่แล้ว
“Meet the Press ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะมาเจอ ก็อยากจะขอถือโอกาสย้อนเล่าที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร รวมถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แล้วมองไปข้างหน้าว่ามีอะไรบ้างที่จำเป็นที่ต้องทำต่อ” ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวเริ่มต้น ก่อนที่จะแซวสื่อมวลชนกลั้วเสียงหัวเราะว่า “อย่าเพิ่งเศร้า”
โควิดเศรษฐกิจโตช้า ต้องพยุงให้เดินหน้า
ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า 5 ปีที่แล้วเข้ามาสิ่งที่เจอคือวิกฤติโควิดซึ่งตอนนั้นเป็นวิกฤติที่กระทบประเทศหนักมากเพราะไทยเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยว COVID กระทบการท่องเที่ยวโดยตรง และมีช่วงหนึ่งที่นักท่องเที่ยวหายไปเลยจาก 40 ล้านคนเหลือศูนย์ ในระบบเศรษฐกิจไทย การท่องเที่ยวมีสัดส่วน 12% ของ GDP ขณะที่ภาคบริการซึ่งมีสัดส่วนค่อนข้างใหญ่ใน GDP เป็นภาคส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบมาก อีกทั้งลักษณะของตลาดแรงงานของประเทศมีลักษณะที่เป็นแรงงานนอกระบบ (informal) จำนวนมาก เช่น พ่อค้า แม่ค้า คนขับแท็กซี่ เป็นต้น ที่ไม่สามารถ Work from home ได้
ในช่วงการระบาดของโควิดรัฐบาลได้ประกาศ Lockdown ที่กระทบทุกอย่างแรงมาก ทุกอย่างจึงหยุดชะงัก ตอนนั้นก็จำเป็นที่ต้องทำมาตรการแบบเต็มที่ และมาตรการทางการคลัง ก็มีบทบาทเข้ามาช่วยมาก “ในฝั่งการเงินของเราตอนนั้นก็ต้องเน้นการที่จะช่วยพยุงทุกอย่างให้อยู่ต่อไปได้ ซึ่งตอนนั้นดอกเบี้ยนโยบายเราต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เหลือ 0.5%”
ในแง่ของมาตรการช่วงแรก เนื่องจากว่าการระบาดกระทบคนในวงกว้าง ลักษณะของมาตรการจึงออกมาแบบค่อนข้างกว้าง “ปูพรม” ด้วยการให้ “พักหนี้” ที่สำคัญก็คือต้องพยายามไม่ให้ ระบบสินเชื่อ ระบบการเงินหยุดทำงาน เพราะหากทุกอย่างชะงัก ถ้าสินเชื่อไม่เดินก็จะยิ่งหนักเข้าไปอีก จึงได้มีการออกมาตรการที่ช่วยให้สินเชื่อเดินหน้า มีการออก พ.ร.ก. โดยชุดมาตรการแรกที่ออกไปก็เป็นซอฟต์โลน เงินออกไปได้ประมาณสัก 130,000 ล้านบาท แต่หลังจากที่ออกไปก็เห็นข้อจำกัดบางอย่าง จึงได้ปรับเป็นสินเชื่อฟื้นฟู พร้อมมีการปรับเงื่อนไขทำให้เงินต่างๆ ออกไปได้
โดยปกติช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว สินเชื่อก็จะหดตัว แต่ช่วงโควิดตอนนั้นสินเชื่อยังขยายตัวได้ ถึง 6.5% ในปี 2564 และ พ.ร.ก.ฟื้นฟู (พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2564) ที่มีสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือ SME รวมทั้งมีโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ ซึ่งถือว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ ตัวอย่าง กลุ่มโรงแรม ที่ขาดนักท่องเที่ยว แต่ไม่อยากให้สูญเสียทรัพย์สิน ก็มีโครงการพักทรัพย์ พักหนี้เข้ามารองรับให้ความช่วยเหลือ
“จากสองมาตรการนี้รวมเม็ดเงินออกไปได้ 99.4% ช่วยธุรกิจไปได้กว่า 6.7 หมื่นราย” ดร.เศรษฐพุฒิกล่าว

วิกฤติซ้อนวิกฤติ: เงินเฟ้อ–สงครามยูเครนและเสียงวิจารณ์
ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า เมื่อโควิดเริ่มคลี่คลาย ธปท.ก็เห็นว่าต้องเริ่มแยกแยะ เพราะผลกระทบของโควิดไม่ได้กระทบทุกคนเท่ากัน บาง Sector มีสัญญานของการฟื้นตัว ภาคการผลิตการส่งออกเดินไปได้แล้ว ก็ต้องเปลี่ยนจากมาตรการปูพรมเป็นมาตรการที่ตรงจุดมากขึ้น แล้วก็เน้นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งเน้นมาโดยตลอดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คือ การปรับโครงสร้างหนี้
ในช่วงนี้เศรษฐกิจฟื้นจากโควิดแต่ฟื้นช้า ฟื้นตัวไม่เต็มที่ ใช้เวลานานมาก เพราะได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก การที่จะฟื้นจากโควิดจึงใช้เวลานาน ประกอบกับประสบกับอีก shock หนึ่ง คือ เงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อันเป็นผลจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ขณะนั้นเศรษฐกิจยังไม่ค่อยได้ฟื้นเต็มที่ดีก็มีเรื่องเงินเฟ้อเข้ามา ราคาน้ำมันขึ้นทำให้เงินเฟ้อไทยขึ้นสูงสุดในภูมิภาคกว่า 7% ทำให้ตอนนั้นคนกังวลว่า ถ้าเงินเฟ้อจะขึ้นไปอย่างนี้ต่อเนื่องแล้วหากแบงก์ชาติไม่ดำเนินการอะไรก็จะมีปัญหากับการคาดการณ์เงินเฟ้อ ถ้าทวีคูณไปเรื่อยๆ ก็จะส่งปัญหาในระยะยาว
“ตอนนั้นในแง่ของฝั่งนโยบายการเงินก็ต้องค่อยๆ ปรับ ลดลงมาต่ำสุดละ 0.5%”
ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า ช่วงนั้นธนาคารกลางประเทศอื่นมีการขึ้นดอกเบี้ยแบบก้าวกระโดด ครั้งละ 0.50% ขึ้นแบบแรงเพราะกังวลเรื่องของเงินเฟ้อ ไม่อยากให้ไปฝังอยู่ในการคาดการณ์ของเงินเฟ้อ ซึ่งจะยิ่งทำให้เงินเฟ้อจะยิ่งอยู่ยาว อยู่แบบเป็นระยะยาว ไม่ได้เป็นช่วงระยะสั้น ( transitory)
ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า ตอนนั้นจริง ธปท.โดนวิจารณ์บ่อยมาก ๆ รวมทั้งจากสื่อฝั่งต่างประเทศว่า ขึ้นดอกเบี้ยช้าไป behind the curve ธนาคารกลางอื่นเขาขึ้นเร็ว ทำไมธปท.ขึ้นช้าทำให้เงินเฟ้อไม่ลง แล้วก็จะสร้างปัญหาอะไรตามมา ทำไมไม่ขึ้นเร็วแบบที่อื่น “ต้องบอกว่า ช่วงนั้นเราวิเคราะห์อย่างค่อนข้างละเอียดมากๆ เราคิดว่าสถานการณ์ของไทยไม่เหมือนกับสถานการณ์ที่เห็นที่เมืองนอก เราไม่คิดว่าเงินเฟ้อที่เราเห็นจะอยู่อย่างต่อเนื่อง เราคิดว่าจะมาแล้วก็อยู่ชั่วคราว แล้วก็จะอ่อนตัวลง คือเป็น transitory ชั่วคราวต่างกับที่เมืองนอก”
ในต่างประเทศโดยเฉพาะที่อเมริกา ซึ่งปัจจัยของอเมริกาไม่เหมือนกับไทย อเมริกามีทั้งการอัดการเงินอัดการคลังเข้าไป จึงมีโอกาสที่เงินเฟ้อจะวิ่งสูงยาว แต่ของไทยไม่เหมือนอย่างนั้น เงินเฟ้อของไทยที่เพิ่มขึ้นหลัก ๆ มาจากฝั่งอุปทานและเศรษฐกิจไทยก็ไม่เหมือนกับที่อื่น มีการฟื้นช้ากว่าหลายประเทศแทบจะฟื้นช้าที่สุดในโลกหลังจากโควิด
“เราคิดว่าการที่จะขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรงจะไม่เหมาะสม และจะทำให้การฟื้นตัวของเราชะงักและมีปัญหา นโยบายที่เราพยายามสื่อสาร คือ ให้การปรับตัวของดอกเบี้ยเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป Gradual and Measured ขึ้นทีละ 0.25% ไม่ต้องขึ้นเร็วมาก แล้วก็ขึ้นช้ากว่าที่อื่น เพราะความจำเป็นที่ต้องรีบขึ้นก็ไม่ได้เหมือนที่อื่น” ดร.เศรษฐพุฒิกล่าว
” คิดว่าเป็นการวิเคราะห์ การตัดสินใจ การมองที่ถูกต้องเพราะสิ่งที่เราเห็นก็คือเงินเฟ้อ ซึ่งตอนนั้นน่ากลัวมาก วิ่งไป 7.9% แล้วอ่อนตัวลงกลับเข้ามาสู่ในกรอบเป้าหมายภายใน 7 เดือน และเศรษฐกิจก็สามารถที่จะค่อยๆฟื้นตัวไปได้และปีนั้นก็โตไป 2.6%”
ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า นโยบายการเงินของธปท. มีเป้าหมายไม่เหมือนกับประเทศอื่น ในแง่รูปแบบการดำเนินงานเพราะที่อื่นตอนที่ประสบกับการระบาดของโควิด ลดดอกเบี้ยลงแรง และเมื่อประสบภาวะเงินเฟ้อก็เหยียบเบรกค่อนข้างแรง ดอกเบี้ยขึ้นสูง สูงเกินกว่า Neutral Rate (ระดับที่เหมาะสมกับการเติบโตของเศรษฐกิจและการดูแลเงินเฟ้อ) ” คือระดับที่เราไม่ถือว่าเหยียบเบรกหรือแตะคันเร่ง สอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจโดยที่จะไม่ทำให้ศักยภาพระยาวของเศรษฐกิจ โดยที่ไม่ทำให้เงินเฟ้อเร่งขึ้น”
ในประเทศอื่นตอนที่ขึ้นดอกเบี้ยก็ขึ้นไปสูงกว่าระดับ neautral แล้วโจทย์ของเขาตอนนี้คือทำอย่างไรจะลงมาได้ ต่างจากของเรา คือตอนนั้นเราอยู่ต่ำและด้วยการที่เศรษฐกิจเราฟื้นช้ากว่าที่อื่น สิ่งที่เราพยายามทำคือไม่ใช่ทำให้มันขึ้น แต่พยายามที่จะค่อยๆปรับให้ เข้าไปสู่ระดับที่เรามองว่า Neutral ซึ่งตอนนี้ Neutral ไม่มีใครรู้ชัดว่าเท่าไหร่ เพราะขึ้นอยู่กับศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาวว่าจะเติบโตสักเท่าไร รวมเงินเฟ้อ แต่จากที่การวิเคราะห์ก็คิดว่าน่าอยู่ในช่วงประมาณ 2%-2.5% น่าจะอยู่ใกล้ 2.5% มากกว่า 2% ก็เป็นที่มา ตอนนั้นเราก็ค่อยๆ ขึ้นดอกเบี้ยจาก 0.5% แล้วขึ้นไปถึง 2.5% แต่ไม่ได้ไปสูงกว่านั้น “ไม่ได้เหยียบแรงไม่เหมือนกับที่อื่นที่ต้องข้ามไปแล้วก็ค่อยเอาลงมา คือพยายามที่จะค่อยๆ Landing เข้าไปที่ 2.5%”
ต่อมาในช่วงปี 2566-2567 ซึ่งเป็นช่วงที่ไทยประสบกับความท้าทาย Headwind ค่อนข้างมาก ที่เห็นชัด คือ ศักยภาพการเติบโต ซึ่งทุกครั้งที่ประสบกับวิกฤติ ศักยภาพระยะยาวของเศรษฐกิจที่ถูกกระทบ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็ช้าโดยเฉพาะรายได้ที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คิด
ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า ช่วงนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องดูแลนโยบายการเงินที่จะค่อยๆ ปรับเรื่องอัตราดอกเบี้ย โดยธปท.เริ่มมีการปรับดอกเบี้ยจากระดับ 2.5% เพราะเห็นว่าการปล่อยไว้ที่ระดับ Neutral อาจจะไม่เหมาะ ก็ค่อยๆ ปรับลงมา ช่วย accommodate ตอบสนองให้เอื้อต่อการฟึ้นตัวได้ดีขึ้น จนครั้งหลังสุดตอนนี้มาอยู่ที่ 1.5%
นโยบายการเงินที่ทำมาเพื่อเอื้อให้การฟื้นตัวนี้ไปต่อเนื่องได้ ส่วนมาตรการการเงินก็มีมาตรการการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งได้ดำเนินการมาโดยตลอด พยายามทำในรูปแบบที่ต่อเนื่อง ตอนนั้นมีมาตรการฟ้าส้มหรือ โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” กำหนดให้ธนาคารต่าง ๆ ต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้อย่างน้อย 1 ครั้งก่อนที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(Non-Performing Loan:NPL) แล้วก็ปรับโครงสร้างอีก 1 ครั้งหลังที่เป็น NPL มาตรการนี้เรียกว่าแก้หนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน หรือ Responsible Lending (RL)
Responsible Lending เป็นศัพท์ที่หยิบมาจากต่างประเทศที่เขาใช้กันเพราะอยากจะสะท้อนว่าการที่ดูแลแก้หนี้ให้ยั่งยืน ต้องรับผิดชอบทั้งสองฝั่ง คนปล่อยก็ต้องรับผิดชอบ คนกู้ต้องรับผิดชอบ และการปล่อยก็ต้องปล่อย ต้องให้ข้อมูล ลูกหนี้ให้ครบถ้วน “ซึ่งผมว่าก็ทำมาได้ดีแล้วเราก็เห็นชัดเจนในแง่ของ Market Conduct การที่จะโฆษณาชวนเชื่อให้คนกู้ลดลง อันที่จริงมาตรการนี้เน้นไปที่การปรับโครงสร้างนี้ ซึ่งก็เห็นว่าลูกหนี้ที่ได้รับการปรับโครงสร้างภายใต้ RLจริงๆ มีไม่น้อยกว่า 2.5 ล้านบัญชีรวมมูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท เป็นการช่วยลูกหนี้ เนื่องจากรายได้ฟื้นช้าแล้วฟื้นช้ากว่าที่เราคิด”
ไม่เน้นแค่เรื่องเฉพาะหน้า-ระยะสั้น ปูรากฐานของการเงินระยะยาว
ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า การทำงานของธปท.ไม่ได้เน้นแค่เรื่องเฉพาะหน้ากับเรื่องระยะสั้น แต่พยายามปูรากฐานของการเงินระยะยาวไปด้วย ที่เรียกว่าภูมิทัศน์การเงิน Financial Landscape เปิดโอกาสให้ภาคการเงินใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและข้อมูลด้วยหลักการ “3 Open”ได้แก่ Open Data, Open Infrastructure และ Open Competition ซึ่งมีความสำคัญในการที่จะให้ประเทศมีโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการเงินที่เหมาะสมและช่วยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
นอกจากส่งเสริมการพัฒนาด้านดิจิทัลแล้วในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน ธปท.ได้จัดทำ Taxonomy (มาตรฐานที่ใช้อ้างอิงในการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคต่างๆสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม) ซึ่งคิดว่าจำเป็นและจะช่วยในเรื่องของการที่จะปรับตัวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
“ผมดีใจที่ทำออกมาแล้วก็ได้เห็นผลเป็นรูปธรรมก็คือโครงการ Financing the Transition ตอนนั้นพยายามที่จะให้ธนาคารไปดูแลสนับสนุนลูกค้า และพอร์ตสินเชื่อ ในการที่จะเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยไม่ได้เดินหน้าเพียงเรื่อง Green ซึ่งค่อนข้างยาก แต่ก่อนที่จะไป Green ได้ ต้องทำของที่เป็น Brown ให้ Brownน้อยลง โครงการ Financing the Transition ก็ได้ความร่วมมือที่ดี มีธนาคารเข้ามาร่วม 8 ธนาคาร ปล่อยสินเชื่อไปได้ 97,000 ล้านบาท จากที่ตั้งเป้าหมายไว้ 100,000 ล้านบาท ถือว่าประสบความสำเร็จที่ดี” ดรงเศรษฐพุฒิกล่าว
(Brown field คือ โครงการที่อาจก่อมลภาวะจากการใช้งานในอดีตแต่ยังคงมีศักยภาพที่พัฒนาใหม่ให้มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อีกครั้ง)
สำหรับปัจจุบันต้องยอมรับเป็นช่วงที่มีความท้าทายมากเพราะว่ามี shock ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ตัวสำคัญก็คือ มาตรการทางด้านการค้าจากสหรัฐ ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหา Headwind ที่กำลังเผชิญแล้วทำให้การฟื้นตัวของไทยยิ่งลำบากขึ้น ยิ่งหนักขึ้น ยิ่งเหนื่อยขึ้น
“อัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ปรับลดต่ำลงมาที่ 1.5% ซึ่งก็ถือว่าถ้าเทียบกับโลกแล้วอยู่ในอันดับที่ค่อนข้างต่ำ โดยต่ำเป็นอันดับที่ต่ำที่ 4 ของโลกรองจาก ญี่ปุ่น จีน สวิส” ดร.เศรษฐพุฒิกล่าว
สำหรับมาตรการการเงินที่ช่วยลูกหนี้ได้ดำเนินการต่อเนื่อง มาตรการ Responsible Lending ไม่พอเพราะทุกอย่างฟื้นช้า มีกลุ่มเปราะบางมีโอกาสที่จะสูญเสียบ้าน รถ จึงได้ออกมาตรการคุณสู้ เราช่วย ระยะที่ 2 โดยล่าสุดมีลูกหนี้ที่ลงทะเบียนและเข้าโครงการได้รับความช่วยเหลือไป 1.8 ล้านราย
“การทำนโยบายของเราผมคิดว่าสะท้อน หนึ่ง ความผสมผสาน เพราะกรอบที่เราใช้ตลอด ซึ่งเรียกว่ากรอบ Integrated Policy Framework คือไม่ได้ใช้มาตรการใด มาตรการหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เอามาตรการต่าง ๆ นโยบายต่าง ๆ มาช่วยผสมผสานมาช่วยให้เสริมซึ่งกันและกัน ความหมายคือ ในนโยบายการเงิน ดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือที่เราเรียกว่าเป็น Blunt Tool กระทบทุกคนในวงกว้าง ซึ่งบางทีผลมันอาจจะไม่ได้ตรงจุดเท่าที่เราต้องการ ก็ต้องเสริมมาด้วยมาตรการทางด้านการเงิน การปรับโครงสร้าง เพื่อมาช่วยเสริมตรงนี้ควบคู่ไปกับการที่จะใช้มาตรการที่ดูแลเกี่ยวกับความผันผวน ด้านตลาดการเงินด้วย ไม่ได้ใช้หรือพึ่งนโยบายใด นโยบายหนึ่งอย่างเดียว ใช้อย่างผสมผสานด้วยกัน และสอง ที่หวังว่าคนจะเห็น ก็คือว่าที่คนจะหาว่าเราดื้อ ขาดความยืดหยุ่น จริง ๆ ถ้าดูในอดีตที่ผ่านมาก็จะเห็นว่ามันมีความยืดหยุ่นในตัวของมัน เราก็พยายามปรับตัวตามสถานการณ์ ไม่ได้ยึดติด ปรับไปตามสถานการณ์ตามที่เหมาะสม ดังที่เห็นตอนแรก เจอ shockใหญ่ มาตรการก็เป็นลักษณะปูพรม ต่อมาก็ปรับให้เป็นเฉพาะจุดมากขึ้น”
ส่วนด้านดอกเบี้ยก็ได้ปรับลงมาก แต่การขึ้นภายหลังก็ไม่ได้ขึ้นเร็วขึ้นแรง ไม่ใช่ว่าเอาแต่ดอกเบี้ยสูงอย่างเดียว ในช่วงนี้ตอนที่มีการผสมผสาน ก็เห็นว่าการฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้ การที่จะเก็บดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ Neutral อาจจะไม่เหมาะสมที่ 2.5% ก็ปรับลดลงมาเหลือ 1.5% ไม่ได้ fix แต่ก็ดู fact ดูสถานการณ์แล้วก็ปรับตามความเหมาะสม เช่นเดียวกันกับมาตรการทางการเงิน เรื่อง RL คิดว่าไม่พอ ก็มีความจำเป็นต้องออกคุณสู้ เราช่วยก็ออกมา
โจทย์ใหญ่ประเทศไทย: ปัญหาเชิงโครงสร้าง–ความเหลื่อมล้ำ-วินัยการคลัง
- ศักยภาพที่อ่อนลง
ดร.เศรษฐพุฒิกล่าว การที่จะเข้าใจว่าข้างหน้าเป็นอย่างไร การถอยกลับไปแล้วดูภาพระยะยาว ๆ จะช่วยให้เห็นบริบทที่ชัดเจน ในภาพรวมและยาวเศรษฐกิจอาจจะดูสดใส ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งช่วงนั้น เป็นช่วงยุคทองของเศรษฐกิจไทย เส้นกราฟการเติบโตค่อนข้างชันสะท้อนว่าเศรษฐกิจช่วงนั้นโตเฉลี่ยสูงกว่า 7% แต่ในปี 2540 เกิดวิกฤติ เศรษฐกิจตกลงไป และใช้เวลานานถึง 17 ไตรมาส กว่าที่ระดับของ GDP จะฟื้นกลับมาเท่ากับระดับก่อนที่เจอวิกฤติ
การเติบโตก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง 7.3% หลังจากนั้นโตเฉลี่ย 5.3% จนมาเจอวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 ที่ตกลงเร็ว แต่ฟื้นกลับมาค่อนข้างเร็ว แต่หลังจากนั้นเมื่อตกลงจาก 5.3% เหลือ 3.7% ก็โตอยู่ระดับนั้นมาจนถึงช่วงโควิด โควิดก็เป็นวิกฤติที่หนักและนาน เศรษฐกิจตกเร็วแต่ฟื้นช้ามากกว่าจะกลับเข้ามาสู่ระดับเดิมก่อนวิกฤติ ใช้เวลา 13 ไตรมาส ที่น่าเป็นห่วง ก็คือหลังจากที่ฟื้น ความชันของเส้นกราฟค่อย ๆ แบนลงจนกระทั่งหลังโควิดอัตราเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่แค่ 2.2%
“สิ่งที่เราเริ่มสังเกตเห็นในช่วงฟื้นกลับมาคือ ศักยภาพของการเติบโต จะค่อย ๆ ลดลง แล้วเป็นอย่างนั้นทุกทีที่เราเจอวิกฤติ มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นภาพที่บอกว่าวิธีที่จะแก้ หรืออยากจะแก้การเติบโต ให้โตสูงขึ้นอย่างยั่งยืน ก็ต้องแก้ที่โครงสร้าง การกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยได้แค่ระยะสั้น ช่วงที่ผ่านมา 10 ปี รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยก็มีมาตรการการกระตุ้น มันก็ขึ้นเล็กน้อยแล้วก็หายไป สิ่งที่เราต้องพยายามแก้คือ โครงสร้างที่จะทำให้ศักยภาพกลับขึ้นมาได้ ไม่งั้นเราก็จะได้อย่างที่เราได้ เหมือนชะตากรรมของเราถ้าเราไม่ทำอะไรชะตากรรมของเราก็จะเป็นอย่างนี้ ก็จะทรง ๆ ไปเรื่อย ๆด้วยปัญหาเชิงโครงสร้าง” ดร.เศรษฐพุฒิกล่าว
“ตอนนี้ประเทศไทยที่เจอปัญหา ถ้าเทียบกับคนไข้ ก็เป็นคนไขที่มีอาการโรคเรื้อรัง ไม่ใช่โรคฉับพลัน สิ่งที่เราเห็นอันแรก คือ ความสามารถในการแข่งขันลดลงในหลายมิติ ความสามารถของเราในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศก็ลดลง โดยส่วนแบ่งใน FDI ของโลกเทียบกับเพื่อนบ้านลดลงมากจาก ช่วงก่อนหน้าปี 2544-2548 ส่วนแบ่ง FDI ของไทยอยู่ที่ 0.6% สูงกว่า มาเลเซียที่มีแค่ 0.3% สูงกว่าเวียดนามที่ 0.16% สูงกว่าอินโด ที่ 0.07% แต่เวลาผ่านไป มาถึงปี 2567 สิ่งที่เราเห็นก็คือส่วนแบ่ง FDI เราอยู่ในระดับใกล้ ๆ เดิม แต่ประเทศอื่นขึ้นแซงไปหมด จนตอนนี้ส่วนแบ่งของเราในFDI ต่ำกว่าทั้งอินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย”
ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า ไทยต้องแก้ปัญหาเรื่องของความสามารถในการแข่งขัน ความสามารถในการลงทุน เพราะหากวงจรการลงทุน Investment Cycle ไม่เกิดขึ้น ไม่มีการลงทุนเพิ่มขึ้น ก็เป็นไปไม่ได้ที่ประสิทธิภาพของแรงงาน Productivity จะเพิ่มขึ้น เป็นไปไม่ได้ที่จะมีเทคโนโลยีใหม่ ไม่มีเครื่องจักรที่จะช่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น “ถ้าไม่อย่างนั้นเศรษฐกิจก็จะโตในระดับแผ่ว ๆอย่างนี้ ถ้ากระตุ้นก็จะได้ชั่วคราว แต่ถ้าไม่แก้ตรงนี้ ท้ายสุดก็จะกลับมาที่ศักยภาพที่เป็นชะตากรรมของเรา”

- ความเหลื่อมล้ำ: ภาพที่ไม่อาจมองข้าม
นอกจากการที่ดูแลให้การเติบโตระยะยาวเพิ่มขึ้นซึ่งจำเป็น เพราะระดับรายได้ของไทยก็ไม่ได้สูง “อีกเรื่องที่ชัดเจนที่ต้องดูแล คือการกระจายของรายได้ว่าการเติบโตนั้นไปที่ไหน ไปกับใคร และใครได้ประโยชน์จากมัน ตอนนี้ผมคิดว่ายิ่งนับวันยิ่งสำคัญจากเหตุการณ์ที่เราเห็นตามข่าวตอนนี้ ไม่ว่าจะเนปาล อินโดนีเซีย ก่อนหน้านั้นก็ที่ศรีลังกา มาจากสิ่งที่ประชาชนรู้สึกว่า ไปไม่ทั่วถึง มีความเหลื่อมล้ำที่สูง เป็นการเติบโตที่ไม่ได้สร้างโอกาส โดยเฉพาะไม่ได้สร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ที่เห็นชัดสุดอย่างที่เนปาล ที่ประท้วงชัดเจน ใช้ชื่อการประท้วงว่า Gen Z การที่จะดูแลการกระจายรายได้การลดความเหลื่อมล้ำเป็นโจทย์สำคัญ”
ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า ประเทศไทยเองก็มีความเหลื่อมล้ำสูง ที่ผ่านมามีการนำสถิติรายได้มาประเมิน ซึ่งก็ได้ว่ากลุ่มคนที่รายได้สูงสุด 1% เทียบกับคนที่จนสุด 10% แต่รายได้เป็นแค่ส่วนเดียว ตัวที่สำคัญคือ ความมั่งคั่งที่วัดจากทรัพย์สินสุทธิ จากทรัพย์สินสุทธิจะยิ่งเห็นว่าความเหลื่อมล้ำของไทยสูงกว่าตัวเลขความเหลื่อมล้ำจากรายได้เยอะมาก เพราะครัวเรือนที่จนของไทยทรัพย์สินสุทธิติดลบ จากการที่มีหนี้มากกว่าสินทรัพย์
“ถ้าเรียงครัวเรือนไทยจากการสำรวจ 24 ล้านครัวเรือนจากจนสุดไปรวยสุดตามตัวเลขสำนักงานสถิติจะเห็นว่ากลุ่มครัวเรือนใน 1% บน หรือ 240,000 ครัวเรือน มีสินทรัพย์สุทธิรวมเท่ากับ 13 ล้านครัวเรือนที่จนที่สุด ถ้าเรียงจากจนสุดไปรวยสุดคือ แต่ข้อมูลนี้ยังไม่สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่แท้จริง เพราะการสำรวจไม่ครอบคลุมครัวเรือนที่รวยจริง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติเกิดขึ้นกับทุกประเทศ โดยสินทรัพย์สุทธิเฉลี่ยของ 240,000 ครัวเรือนมีมูลค่า 21 ล้านบาท น้อยมากเมื่อเทียบกับทรัพย์สินของคนราวยจริง ๆ ตามที่เห็นในการจัดอันดับคนรวยทั่วโลกของนิตยสารชื่อดัง”
ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่เป็นทางการและน้อยกว่าความเป็นจริงมาก ถ้ามีข้อมูลคนรวยมากในประเทศ จะเห็นว่าความเหลื่อมล้ำของไทยมีมหาศาล
ในแง่มิติธุรกิจก็เห็นความเหลื่อมล้ำเช่นเดียวกัน ธุรกิจขนาดใหญ่เพียง 5% ของประเทศมีสัดส่วนรายได้สูงถึงเกือบ 90% ของรายได้ของธุรกิจทั้งหมด และสัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา SME มีปัญหาจริง ๆ “พื้นที่ระดับต่าง ๆ ที่เขาจะสามารถแข่งขันได้ในวันนี้จะเริ่มยากขึ้น และในมิติความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ก็แตกต่างกันระหว่างกรุงเทพฯ กับปริมณฑลและภาคกลางกับเหนืออีสานและใต้”
“สิ่งที่ผมว่าสำคัญก็คือการที่จะให้หลักๆ เลยคือภาคเอกชนเป็นกลไกตัวนำในการที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาครัฐก็ต้องเป็นบทบาทที่ช่วย facilitate แล้วก็ต้องมีการดูแล SME รายใหญ่ก็ต้องมีการสนับสนุน SME และรายย่อย ภาครัฐเองก็ต้องลดอุปสรรคต่าง ๆ ในการทำธุรกิจ ที่สำคัญก็คือต้องไม่สร้างปัญหา”

- ต้องเสริมสร้างฐานะการคลัง
ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นความเสี่ยงและติดตามในขณะนี้และเป็นห่วง คือ เสถียรภาพทางด้านการคลัง เนื่องจากเหลือเวลาทำงานอีก 14 วันก็ขอถือโอกาสแชร์มุมมองเรื่องการคลัง
“ถ้าเรามองไปข้างหน้าผมคิดว่ามีประเด็นที่ต้องจับตามองใส่ใจ การคลังเราไม่แข็งแรงเหมือนก่อน เพราะช่วงโควิดใช้ทรัพยากรไปมากเพื่อพยุงเศรษฐกิจซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ทุกประเทศทำกัน แต่สิ่งที่เราอยากเห็นก็คือว่าหลังจากที่ใช้ลูกกระสุนทางการคลังไปมากแล้ว ก็ต้องเริ่มรัดเข็มขัดให้ฐานะการคลังกลับมาในรูปแบบที่สร้างเสถียรภาพในระยะปานกลางให้สูงขึ้น ซึ่งตอนนี้ยังไม่ค่อยเห็น” ดร.เศรษฐพุฒิกล่าว
จากข้อมูลรายจ่ายรัฐบาลกับรายได้รัฐบาล ช่วงที่เกิดวิกฤติรายจ่ายก็เร่งขึ้น รายได้ลดลง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ การขาดดุลทางการคลังเพิ่มขึ้น หนี้สาธารณะก็เพิ่มขึ้น แต่ที่น่าเป็นห่วงคือแนวโน้ม “ถ้าเราปล่อยทุกอย่างไปตามเหมือนตามยถากรรมตามแนวโน้มเดิม ผมว่าค่อนข้างชัดเจนว่า ความยั่งยืนทางการคลังจะเป็นประเด็น”
ใน 5 ปีที่ผ่านมารายจ่ายรัฐบาลโตเฉลี่ย 4% ส่วนรายได้โตเฉลี่ยไม่ถึงครึ่งหนึ่งเพียง 1.7% ถ้าปล่อยไปตามแนวโน้มเทรนด์อย่างนี้สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการขาดดุลสูงขึ้น เมื่อการขาดดุลทางการคลังเพิ่ม บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่าง ๆ ก็อยากจะเห็นการลดลง ซึ่งตอนนี้ยังไม่เห็น ตามประมาณการภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลัง Medium-term Fiscal framework สัดส่วนหนี้ต่อ GDP เพิ่ม แล้วก็ชะลอ แต่ไม่ได้ลดลง จึงเป็นที่มาที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือออกคำเตือน
“ตอนนี้แนวโน้มอันดับเครดิตของไทยคือ Negative Outlook โอกาสที่จะเกิดการลดอันดับความน่าเชื่อถือก็จะมี อยู่ที่ว่าการที่เราจะสามารถแสดงให้เห็นภาพที่ชัดเจนและมั่นใจว่าจะมีการปรับตัวไปสู่การรัดเข็มขัดทางการคลังหรือ Fiscal Consolidation ซึ่งผมคิดว่าสำคัญ เพราะเสถียรภาพการคลัง เป็นพื้นฐานของทุกอย่าง”
ดร.เศรษฐพุฒิย้ำว่า ฐานะการคลังยังดีและไม่ใช่จะเกิดวิกฤติ เพราะอัตราดอกเบี้ย 10 ปีที่ประเทศกู้ยืมตอนนี้ แม้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากก่อนหน้าที่ประมาณ 1.2% มาที่ประมาณ 1.4%-1.5% ถือว่าก็ไม่ใช่อัตราที่สูงจนน่ากังวล แต่ก็อย่าชะล่าใจ ต้องมีแผนที่จะรองรับตรงนี้ระยะยาวให้สร้างความเชื่อมั่นในด้านการคลัง เพราะนอกจากตัวเลขที่เห็นแล้ว ยังมีตัวเลขที่เป็นภาระผูกพัน (Contingent Liabilities) ด้วยที่อาจจะกระทบ ต้องใส่ใจ ในแง่ความเปราะบางของเศรษฐกิจ เนื่องจากการผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตต้องจำกัดความเสี่ยงด้านต่ำ(downside risk) ด้วยดูแลเรื่องการคลัง
วิกฤติปกติเศรษฐกิจ มักเกิดจาก 3 เรื่องหลัก ๆ คือ 1. การคลัง 2. ด้านต่างประเทศที่เกี่ยวกับดุลชำระเงิน ค่าเงิน และ 3. หนี้กับภาคธนาคาร ซึ่งประเทศไทยตอนนี้ ด้านต่างประเทศ กับหนี้และธนาคารโดยรวมยังไม่น่าห่วง แต่ด้านที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษตอนนี้น่าจะเป็นเรื่องการคลัง
“การบ้านของใครก็ตามที่จะมาดูแล ก็ต้องดูแลเสถียรภาพด้านการคลัง ซึ่งก็เข้าใจว่ามีความจำเป็นที่ต้องใช้ด้านการคลัง การใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้น แต่ก็ต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะว่าลูกกระสุนที่มีอยู่ในฝั่งการคลังนี้มีอยู่จำกัด ไม่มาก และหากจะใช้เยอะเกินไปและไม่มีแผนระยะยาว ก็เสี่ยงที่ประเทศจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ” ดร.เศรษฐพุฒิกล่าว

การบ้านที่ยังไม่เสร็จ
ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวถึงด้านการเงินว่า การแก้ปัญหาหนี้ต้องทำต่อเนื่อง เพราะไม่สามารถแก้ได้เร็ว ต้องใช้เวลาและหลัก ๆ มาจากการปัญหาหนี้จะแก้ได้อย่างยั่งยืนต้องแก้ด้วยรายได้ คือถ้ารายได้ไม่โต ก็ไม่สามารถจะแก้ปัญหาหนี้ได้อย่างยั่งยืน การปรับโครงสร้างหนี้ก็ต้องทำต่อเนื่อง ถ้ารายได้ไม่กลับมาโต ไม่ฟื้น ปัญหาหนี้จะไม่หมดไป ครัวเรือนในสัดส่วนประมาณ 2 ใน 3 ของครัวเรือนทั้งหมด ตอนนี้มีรายจ่ายสูงกว่ารายได้
“ในกรณีที่ล้างหนี้เดิมได้ แต่หากรายจ่ายมากกว่ารายได้ เขาก็ต้องกลับมากู้อีก แต่วิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน ก็คือ รายได้ก็ต้องกลับมาฟื้น ซึ่งก็โยงกับการเติบโตของเศรษฐกิจ แล้วการดูแลให้การเติบโตกระจายไปไม่กระจุกตัว ที่เรายังกังวลอยู่เป็นเรื่องของสินเชื่อ SME ซึ่งแนวโน้มค่อนข้างชัดเจน สินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ยังขยายตัว แต่สินเชื่อ SME มีปัญหาหดตัวมาตั้งแต่ก่อนโควิดแล้ว ช่วงโควิดดีขึ้นมาจากพ.ร.ก.ที่ออกไป ทั้งซอฟต์โลน สินเชื่อเพื่อการฟื้นฟู” ดร.เศรษฐพุฒิกล่าว
สิ้นไตรมาสสองปีนี้สินเชื่อ SME หดตัว 6% หลัก ๆ เป็นเรื่องของความเสี่ยงในการพิจารณาให้สินเชื่อ NPL ของ SME อยู่ที่ 7.6% ในขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่อยู่ที่ประมาณ 1% อีกทั้ง Credit Risk ความเสี่ยงด้านสินเชื่อของ SME สูง สถาบันการเงินก็ไม่ต้องการที่จะปล่อยสินเชื่อ SME เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ถ้าไม่แก้ด้วยการมีวิธีที่จะลดความเสี่ยงด้านเครดิต สินเชื่อ SME จะกลับมาโตได้ยากมาก
“ถ้าไม่มีอะไรที่มาช่วยทำเรื่องค้ำประกันสินเชื่อลด Credit Risk ของ SME ได้ โอกาสที่สินเชื่อ SME จะฟื้นเป็นไปได้ยากมาก”
ที่ผ่านมาธปท.ได้ดำเนินการเพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของกลุ่มรายย่อย / SMEs เพื่อช่วยในการปรับตัว เช่น สนับสนุนกลไกค้ำประกันเครดิตให้ยืดหยุ่นขึ้น เนื่องจากกลไก บสย.ในปัจจุบันมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก โดยแบงก์ชาติยังได้ร่วมกับกระทรวงการคลัง พัฒนาหลักการของแนวคิดจัดตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (National Credit Guarantee Agency หรือ NaCGA)“ซึ่งยังเป็นการบ้านอันหนึ่งที่ตอนนี้ก็ยังค้างอยู่ยังเป็นการบ้านที่เราทำไม่เสร็จ”
นอกจากนี้ยังมีเรื่อง Your Data “ซึ่งผมคิดว่าสำคัญมาก เป็นนโยบายเพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่ออย่างยั่งยืน มีหลักการว่า“ข้อมูลของเรา เรามีสิทธิใช้ข้อมูลของเราได้” ผมอยากจะให้ตรงนี้เกิดขึ้น เราต้องวางกลไกที่จะให้ข้อมูลไหลเวียนกันได้ง่ายก็เป็นหัวใจของตัวโครงการ Your Data ซึ่งก็จะเดินหน้าต่อ”

ประโยชน์จากโครงการ “Your Data” มีทั้งต่อ 1. ผู้ใช้บริการทางการเงิน ที่สามารถขอสินเชื่อได้สะดวกขึ้นโดยส่งข้อมูลของตัวเองจากที่ต่าง ๆ ผ่านช่องทางดิจิทัล ไปสมัครขอสินเชื่อจากผู้ให้บริการหลายรายพร้อมกันได้ ช่วยให้เปรียบเทียบข้อเสนอได้สะดวกรวดเร็ว นอกจากนี้ยังเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อด้วยต้นทุนเหมาะสมโดยเฉพาะผู้ใช้บริการคนตัวเล็กที่มีประวัติทางการเงินในการขอสินเชื่อไม่มากพอ สามารถใช้ข้อมูลอื่น ๆ ประกอบการขอสินเชื่อได้รวมทั้ง ยังมีประโยชน์ให้ผู้ใช้บริการทางการเงินสามารถวางแผนและบริหารจัดการทางการเงินได้ดีขึ้นโดยสามารถรวมข้อมูลบัญชีทางการเงินไว้ที่เดียว เพื่อต่อยอดไปยังบริการอื่น และ2. ผู้ให้บริการทางการเงินโครงการ “Your Data”ช่วยลดต้นทุนการตรวจสอบความถูกต้องและประมวลผลข้อมูลจากการรับข้อมูลของผู้ใช้บริการทางดิจิทัล รวมทั้งผู้ให้บริการสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนานวัตกรรมและต่อยอดบริการสร้างโอกาสทางธุรกิจได้
รวมไปถึงผลักดันกลไกกำหนดดอกเบี้ยที่สมดุลกับความเสี่ยงของผู้กู้ (risk-based pricing) ที่มีความสำคัญ risk-based pricing คือให้การดอกเบี้ยสะท้อนของความเสี่ยง ซึ่งได้มีการประชุมไปเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อหารือ โดยโจทย์คือพยายามที่จะดึงคนที่ตอนนี้อาจจะต้องไปกู้นอกระบบให้กลับเข้ามาในระบบ ซึ่งความเสี่ยงของผู้กู้ที่สูงก็อาจจะต้องให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าที่เป็นอยู่แต่ดอกเบี้ยที่จ่ายก็ต่ำกว่าดอกเบี้ยที่จ่ายอยู่นอกระบบ “เรื่องนี้ก็เป็นอีกอย่างที่คิดว่าจำเป็น ถ้าเราจะแก้ปัญหาระยะยาวซึ่งเกี่ยวกับด้านการเงิน”
“เรื่องพวกนี้ผมต้องฝากสื่อช่วย ผมไม่อยากให้เราติดอยู่แค่คำถามว่า ดอกเบี้ยจะขึ้นหรือลง 0.25% ถ้าเราดูภาพระยะยาวของเศรษฐกิจเรา ดอกเบี้ยขึ้นหรือลง 0.25% ท้ายที่สุดแล้วไม่ได้มีนัยยะขนาดนั้น ผมไม่แย้งว่ามันสำคัญ แต่สิ่งที่จะกำหนดอนาคตระยะยาว เป็นเรื่องเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่เราจะทำ risk-based pricing ให้ใช้ได้ ทำกลไกค้ำประการสินเชื่อให้ SME เพื่อให้สินเชื่อมันโตได้ ทำโครงการ Your Data ให้คนสามารถใช้ข้อมูลของตัวเองได้เป็นประโยชน์เพื่อให้เกิดการแข่งขันจริงๆ มีการแข่งขันที่สูงขึ้นและเข้มข้น นอนแบงก์แข่งกับแบงก์ หรือแบงก์แข่งกันเอง พวกนี้จะมีผลจริงๆ และมากกว่าดอกเบี้ย” ดร.เศรษฐพุฒิกล่าว
ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า ที่เล่ามาทั้งหมดเป็นเรื่องของการทำงานฝั่งการเงิน สิ่งที่สำคัญกว่าคือภาพรวมทั้งหมด “ซึ่งผมไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะสามารถบอกได้ว่า ประเทศไทยต้องทำอะไร” เพราะอยู่ว่าจะนำไปปฏิบัติได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ธปท. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ขับเคลื่อนและผลักดันโครงการReinvent Thailand พลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทยที่เป็นความร่วมมือภาคเอกชน ภาคการเงิน และภาครัฐ ให้นำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน
Reinvent Thailand เป็นโจทย์ที่มากกว่าว่าจะทำอะไร แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีการทำงาน ที่อยากเห็นกระบวนการทำงาน ที่หันหน้าเข้าหากันระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐหน่วยงานรัฐ ภาควิชาการ เพื่อแยกแยะโจทย์ที่ต้องแก้ไข กำหนดวาระสิ่งที่ต้อง และต้องยั่งยืน “เป็นโจทย์ที่ว่าใครมาก็ตามประเทศต้องทำอย่างนี้เพื่อจะไปต่ออย่างมีทิศทาง ผมเป็นผู้ว่า เทอมผม 5 ปี ผมเจอนายก 4 คนใน 5 ปี ก็สะท้อนว่าเราขาดความต่อเนื่อง ซึ่งเรารอให้รัฐบาลบอกไม่ได้ เราต้องเริ่มหันหน้าหากัน แล้วก็ตกลงกันว่าต้องไปอย่างนี้ ใครมาก็ตาม เราอยากเห็นอย่างนี้ เป็นรูปแบบหรือวิธีการทำงานที่จะช่วยให้มีความต่อเนื่อง มีการทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐและภาคอื่นๆ ด้วยที่จะทำให้ภาพของอนาคตเรา ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจเรา กลับมาเพิ่มสูงขึ้นอย่างที่ควร เพราะผมก็เชื่อจริง ๆว่าเราเป็นประเทศที่มีศักยภาพ”

นโยบายการเงินเดินถูกทาง
จากนั้นดร.เศรษฐพุฒิเปิดให้มีการถามตอบ โดยคำถามแรกคือ การดูแลค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นซึ่งคาดการณ์ว่าเชื่อมโยงกับการส่งออกทองคำไปประเทศเพื่อนบ้านรวมทั้งผลของการหารือกับสมาคมผู้ค้าทองคำในประเทศ
ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวว่า เงินบาทแข็งค่าขึ้น 7% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ธปท.ไม่ได้อยากเห็นเงินบาทแข็ง เพราะไม่ได้สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจ ทิศทางการปรับตัวเชิงพื้นฐาน เงินบาทที่แข็งส่วนสำคัญมาจากเงินดอลลาร์อ่อน ซึ่งสวนทางกับพื้นฐาน ตามหลักแล้วประเทศที่ใช้มาตรการภาษี ค่าเงินควรจะแข็ง นอกจากนี้ยังมาจากทองคำ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างบาทกับทองคำอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าเงินประเทศเพื่อนบ้าน
คนไทยชอบซื้อขายทองคำ ตอนทองขึ้น ก็ขายทอง เอาเงินดอลลาร์เข้ามา แล้วแลกเป็นบาท จึงทำให้บาทแข็ง อีกทั้งเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า เราเลยโดนหลายเด้ง แต่ก็ได้เข้าไปดูแลเพื่อลดความผันผวน
สำหรับประชุมร่วมกับสมาคมผู้ค้าทองคำเมื่อวันที่ 15 กันยายน เพื่อหารือแนวทางลดผลกระทบของการค้าทองคำต่อค่าเงิน ซึ่งหนึ่งในมาตรการที่หารือ คือ การเก็บภาษีซื้อขายทองคำแท่ง และการส่งเสริมให้ซื้อขายทองคำด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐเพื่อลดผลกระทบที่จะมีต่อค่าเงินบาท อย่างไรก็ตามการจะตัดสินใจจะต้องมีการหารือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ เนื่องจากการซื้อขายทองคำมีผลเกี่ยวเนื่องกับหลายภาคส่วน ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการหารือ และคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง
คำถามต่อมา ที่ผู้ว่าบอกว่าการดำเนินนโยบายในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมาเป็นการใช้เครื่องมือผสมผสาน นับว่ามาถูกทางแล้วใช่หรือไม่
ดร.เศรษฐพุฒิตอบว่า ภาพรวมมาถูกทาง ทิศทางใหญ่ถือว่าใช่ ยกตัวอย่าง วิกฤติโควิดดอกเบี้ยลงเยอะไปถึง 0.50% ถ้าจะลงต่ำกว่านั้นการส่งผ่านต่อเศรษฐกิจจะค่อนข้างน้อย หลังจากนั้นจาก 0.50% มา 2.5% แนวคิดตอนนั้นอยากให้เข้าใกล้ระดับ neutral แต่ไม่ใช่เหยียบเบรก neutral ไม่มีใครบอกได้ว่าคือที่เท่าไร แต่ส่วนใหญ่ทั่วโลกใช้ตัวเลขเป็นกรอบ ซึ่งธปท.ใช้กรอบ 2-2.5% และน่าจะใกล้เคียง 2.5% มากกว่า ทิศทางโดยรวมสิ่งไปที่ 2.5% แทนที่จะวิ่งไปที่สูงๆ ความหมายคือแทนที่จะเหยียบเบรก เหมือนที่ต่างประเทศทำเพราะกลัวเงินเฟ้อที่สูง แต่ธปท.ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป “ค่อย ๆ ถอนคันเร่ง แต่ไม่เหยียบเบรกเพื่อให้เข้าไปสู่ระดับที่ neutral ผมว่าทิศทางนี้ก็ถูก” สิ่งที่คนแย้งได้และยอมรับคือไม่มีใครรู้ว่าควรจะไปที่ 2% หรือ 2.5% บวกลบ 0.25% เป็นไปได้ แต่ทิศทางรวมไม่ได้พลาด จาก 2.5% แล้วก็ค่อยๆลงมา ก็คิดว่าก็เป็นทิศทางที่เหมาะกับเราที่เผชิญ headwind
“โดยรวมครั้งนี้คิดว่าในการที่ลดลงมาจาก 2.5% เป็นสิ่งที่เหมาะ ระดับที่ 1.5% อาจจะoff ไปบ้างแต่ไม่มากนัก”
สำหรับการลดครั้งนี้และมีเสียงวิจารณ์ว่าลดช้าไป ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า ถ้าลดช้าไปประมาณการเติบโตเศรษฐกิจที่วางไว้จะห่างเป้าไปมาก ตัวเลขของธปท.วางไว้ คือ 2.3% ก็มีเสียงวิจารณ์เช่นกันว่า สูงเกินไปบ้าง ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ที่ธปท.บอกว่า เศรษฐกิจชะลอตัว แต่ครึ่งแรกของปีน่าจะเกิน 3% ครึ่งหลังน่าจะประมาณ 1% โดยรวมน่าจะเป็น 2% ซึ่งสภาพัฒน์ก็ออกมาว่าครึ่งแรกโต 3% ตอนนี้ก็เริ่มเห็นหลายสำนักปรับตัวเลขมาที่ประมาณ 2% ตัวเลขของแบงก์ชาติจึงไม่ต่างไปนัก
สำหรับปีหน้าปัจจัยที่ห่วง นอกจากนี้ปัจจัยของโลกแล้วคือ การผลักดันงบประมาณของรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลมีระยะเวลาการทำงาน 4 เดือน หากเกิดเหตุการณ์ที่งบประมาณออกช้าในไตรมาสสี่อย่างเช่นที่เคยเกิดเมื่อสองปีก่อน ตัวเลขปีหน้าที่ว่างไว้ 1.7% ก็จะมีความเสี่ยงด้านต่ำ
“อีกอย่างที่ลงมาที่ 1.5% เพราะ Policy Space เราเหลือไม่เยอะ ลูกกระสุนต้องเก็บไว้ เพราะเชื่อว่ามันยังคงมี shock อื่นๆ จากโลก บางคนอาจจะถามว่าทำไมไม่กระตุ้นเศรษฐกิจบ้าง ช่วงตอนนั้นที่ทุกคนบอกว่าต้องเอาดอกเบี้ยลงเยอะๆกระตุ้นเศรษฐกิจ ประเทศต้องมีโครงการกระตุ้น ลองนึกภาพไปว่าถ้าทำไปทั้งหมดทั้งดอกเบี้ยลงไปต่ำมาก การคลังก็ลงไปมาก แล้วมาเจอ shock จากภาษีทรัมป์ วันนี้เราจะมีอะไรเหลือ”
“การที่ต้องเก็บเครื่องมือเผื่อไว้ ก็ต้องบอกว่าภาพรวมนโยบายมาถูกทาง” ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวและว่า จากการที่ได้ร่วมอยู่ในคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือ กนง.มา 11 ปีแล้ว โดยร่วมในฐานะกรรมการมาสองวาระรวม 6 ปี และในตำแหน่งผู้ว่าการธปท. 1 วาระ 5 ปี เข้าร่วมประชุมกนง.ทั้งหมด 81 ครั้ง “ทำให้เห็น cycle นี้นานมาก และเห็นผลข้างเคียง”
ส่วนที่พูดกันว่าแบงก์ชาติดำเนินนโยบายแบบตั้งรับ ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า แบงก์ชาติค่อนข้างยืดหยุ่นและมองไปข้างหน้า แบงก์ชาติบอกตลอดว่า การตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้นใช้หลัก outlook dependent ไม่ใช่ data dependent เพราะ data ที่ออกมาแต่ละครั้งมี noise เยอะ บางทีก็ off “ตอนที่เราตัดสินใจนโยบายการเงินเรามอง ตลอดว่า outlook จะเป็นอย่างไร ซึ่งผมว่าช่วยมาไม่ให้เรา Behind the Curve หรือช้าไป”
ส่วนมาตรการทางการเงินที่ออกไปให้ผลไม่เท่าที่คาด เช่น ซอฟต์โลนก็ได้ปรับเงื่อนไข มีความยืดหยุ่นจนสามารถออกไปได้ 99% “ผมคิดว่าตอนที่เราเจอสถานการณ์อะไร เรามีความยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัว ไม่ได้ยึดติด”
คำถามต่อมา จากการที่ไทยมีข้อจำกัดทางการคลังและมีความเสี่ยงที่อาจจะถูกปรับลดอันดับเครดิต รัฐบาลใหม่อาจจะอยู่นานกว่า 4 เดือน และแนวนโยบายของรัฐบาลอาจจะมีมาตรการกระตุ้น รวมทั้งอาจจะนำโครงการคนละครึ่งกลับมาใช้ ข้อควรระวังรัฐบาลควรจะมีอะไรบ้าง
ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า อย่างแรกการทำอะไรต้องอยู่ในกรอบของเสถียรภาพการคลัง จะทำอะไรต้องมีแผนต้องสอดคล้องกับกรอบเสถียรภาพทางการคลัง อย่างที่สอง ทำเรื่องระยะยาวควบคู่ไปกับเรื่องระยะสั้น และทำให้คนเห็นว่า เรื่องระยะยาวเป็นเรื่องที่ดี
จากบทเรียนในช่วงวิกฤติที่ผ่านมา มีความเสี่ยงว่าเมื่อวิกฤติจบแล้ว ยังทำโครงการต่ออีก ยกตัวอย่างวิกฤติเศรษฐกิจการเงินปี 2540 ช่วงนั้นบอกว่าจะลดภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT ชั่วคราว เพื่อกระตุ้นการบริโภค เป็นเวลา 2 ปี แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ปรับขึ้นไปที่ระดับเดิม
คำถามต่อมา ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาคิดว่าช่วงไหนวิกฤติที่สุด ช่วงไหนที่โล่งใจที่สุด อยากเห็นแบงก์ชาติเป็นอย่างไรหลังจากนี้ และอยากจะฝากอะไรกับผู้ว่าการคนใหม่
ดร.เศรษฐพุฒิตอบว่า ความหนักใจน่าจะเป็นความรู้สึกที่ว่าเรื่องยังไม่จบ และเห็นว่าเรื่องการสื่อสาร กับการมีส่วนร่วมยังทำได้ไม่ดีพอ ส่วนกับผู้ว่าการคนใหม่มีการพบปะกัน มีการถ่ายทอด การโอนงานกันแล้ว ผู้ว่าการคนใหม่ได้เริ่มมารับการถ่ายโอนงาน และมีสายงานต่าง ๆให้ข้อมูลการทำงานแล้ว
นอกจากนี้อยากฝากสื่อให้ความสนใจกับเรื่องเชิงโครงสร้าง “เพราะถ้าสื่อใจใส่ ผู้กำหนดนโยบายในรัฐบาลก็จะใส่ใจ โอกาสที่เกิดก็จะสูงขึ้น”
คำถามต่อมา สิ่งที่ยังทำไม่สำเร็จและอยากจะผลักดันต่อคืออะไร
ดร.เศรษฐพุฒิตอบว่า โครงการ Your Data “ถ้าย้อนเวลาไป ผมจะเริ่มโครงการ Your Data เร็วกว่านี้ เพราะมีความสำคัญ แต่ lead time ที่จะทำนาน และยาก” แต่ตอนนี้ก็มีข้อมูลแล้ว ที่ผ่านมาได้ไปเน้นแก้หนี้เรื้อรัง แต่การแก้หนี้เรื้องรังก็ต้องการ Your Data ในระบบนิเวศ
คำถามต่อมา การระงับบัญชีซึ่งมีเป้าหมายเพื่อจัดการกับบัญชีม้าแต่มีผลกับประชาชนที่สุจริต ทำให้ส่วนหนึ่งคิดที่จะถอนเงินออกจากธนาคาร เพราะขาดความมั่นใจ แบงก์ชาติมองอย่างไร
ดร.เศรษฐพุฒิตอบว่า ในภาพรวมสภาพคล่องของธนาคารยังไม่มีผลกระทบ มีบางสาขามีการถอนเงินออกเยอะ และมีการใช้เงินสดมากขึ้น ซึ่งธนาคารก็ได้มีการดูแล แต่ยังไม่มีเกิดขึ้นทั้งระบบในภาพรวม ส่วนความไม่มั่นใจถอนเงินออก เพราะห่วงว่าจะมีโอกาสถูกระงับการทำธุรกรรม
“ก็ขออภัยที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้สุจริต ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ก็เข้าใจคนทำมาค้าขาย หาเงินมาไม่ได้ง่าย ก็ต้องเอาเงินไปหมุน ธุรกรรมถูกระงับ หรือบัญชีถูกระงับ ได้รับความเดือดร้อน” แต่ก็ขอให้นึกถึงคนที่เก็บเงิน กว่าจะเก็บกว่าจะออมมาได้ แล้วถูกมิจฉาชีพหลอกเอาเงินไป เงินหายไป เงินที่อาจจะออมเพื่อเกษียณถูกหลอกเอาไป แบงก์ชาติพยายามปรับการปลด ระงับบัญชีให้เร็วขึ้นภายใน 4 ชั่วโมงถึง 1 วัน
เรื่องมิจฉาชีพเป็นภัยร้ายแรงมาก เปรียบเหมือนมะเร็งร้ายถ้าปล่อยไปจะลุกลาม แต่การจัดการเหมือนการฉายแสงเพื่อการรักษา จึงหนีไม่พ้นที่จะโดนผลกระทบต่อคนสุจริต และหากปล่อยไว้ไม่จัดการ ภาพลักษณ์ประเทศไทยอาจจะถูกมองว่าเป็นสถานที่ที่เทา ๆ สะดวกต่อมิจฉาชีพ ผลกระทบจะมหาศาล เช่น กรณีที่นักท่องเที่ยวจีนไม่มาท่องเที่ยวไทยและหายไป 35% เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย นักท่องเที่ยวจีนไม่เวียดนามโต 44% ถ้าไม่แก้ไขผลข้างเคียงจะเยอะมาก การจัดการมิจฉาชีพที่ผ่านมาก็ได้ผล ปิดบัญชีม้าได้ 2.8 ล้านบัญชี
คำถามปิดท้าย ในการทำงานในตำแหน่งผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย 5 ปีที่ผ่านมา คิดว่า critical moment ของการตัดสินใจที่ยากที่สุด เพราะการคาดหวังของสาธารณชนสูงมาก และพอใจกับ legacy ที่มอบให้กับแบงก์ชาติหรือไม่
ดร.เศรษฐพุฒิตอบว่า “ในเรื่อง legacy ขอให้น้อง ๆแบงก์ชาติตอบดีกว่า เพราะ legacy ผมพยายามทำงานเต็มที่ แต่ถามว่า จุดไหนที่ critical มีหลายจุด อันหนึ่งที่ผมคิดว่าไม่เข้าใจ ช่วงหนึ่งมีเสียงวิจารณ์ในสื่อโซเชียลบอกว่า เป็นผู้ว่านะง่าย ค้านทุกอย่าง ไม่เห็นยากอะไรเลย “ผมว่าเป็นความเข้าใจผิด เพราะโดยเฉพาะในไทยค้านยาก say yes นะง่าย แต่ค้านอาจจะเป็นแกะดำ มันก็เป็นอารมณ์แบบนั้น”
- บันทึกการเดินทาง 5 ปี ของ ธปท. : การดำเนินนโยบายในยุคแห่งความท้าทาย
Related posts:
- บันทึกการเดินทาง 5 ปี ของ ธปท. : การดำเนินนโยบายในยุคแห่งความท้าทาย
- ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ กางศักยภาพเศรษฐกิจไทย ชี้ Landscape การแข่งขันเปลี่ยน ถ้าทำเหมือนเดิม ‘กระตุ้นให้ตาย’ โตได้แค่ 3%
- “ผู้ว่า ธปท.” ชี้เศรษฐกิจไทยเจอพายุใหญ่ภาษีสหรัฐฯ แนะปรับตัวฝ่าวิกฤติ มาตรการรองรับไม่ควรปูพรม
- “ผู้ว่า ธปท.” Meet the Press ชี้บริบทเศรษฐกิจเปลี่ยน โจทย์นโยบายต้องเปลี่ยนเพื่อฟื้นตัวไม่สะดุด
- ผู้ว่าธปท.มองตั้งรัฐบาลช้าไม่มีผลต่อเศรษฐกิจ นโยบายต้องให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ-ความเชื่อมั่น
- ผู้ว่า ธปท.ชี้ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับ Neutral เหมาะสม ที่ Pause for Now



